วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

นวัตกรรม การตรวจ 64-slice

นวัตกรรม การตรวจ 64-slice
จุดเริ่มต้นของนวัตกรรม 
ในอดีตผู้ป่วยที่มีแนวโน้มเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจต้องใช้วิธีการสวนหัวใจ ใส่ Stent หรือ Pacemaker ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องติดตามผลการรักษา (Follow up) แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเครื่อง Computer Tomography (CT) หรือ เครื่อง CT 64 Slice ขึ้นมาช่วยในการตรวจหาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจ และยังสามารถพบเนื้อร้ายตั้งแต่ระยะแรกที่เซลล์เริ่มผิดปกติและยังไม่แสดงอาการ เครื่องนี้ยังได้ภาพตรวจที่ละเอียด ชัดเจน และแม่นยำ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันที

อวัยวะสำคัญที่สามารถใช้เทคโนโลยี CT 64-Slice ได้แก่       หัวใจ
  ·      หัวใจ
    ·     ลำไส้ใหญ่
       ·     สมอง
       ·     ปอด
      ·     หลอดเลือด
      ·     หลอดเลือดทั่วร่างกาย
      ·     กระดูกและข้อ
ส่วนประกอบของ CT 64-slice ประกอบด้วย
1.สนามแม่เหล็ก (primary magnet) ที่มีความแรงของสนามแม่เหล็กตั้งแต่ 0.3 ถึง 7 เทสลา ปัจจุบันเป็นชนิดขดลวดตัวนำยิ่งยวด (superconductive magnet) ซึ่งสามารถให้สนามแม่เหล็กได้แรงกว่าชนิดขดลวดความต้านทาน (resistive magnet) และชนิดแม่เหล็กถาวร (permanent magnet) โดยเครื่องส่วนใหญ่จะใช้ความแรงของสนามแม่เหล็ก 1.5 และ 3 เทสลา
2. สนามแม่เหล็กเกรเดียนท์ (gradient coils) เป็นสนามแม่เหล็กเสริมของสนามแม่เหล็กหลัก มีจำนวน 3 ชุด (gradient x y z) โดยมีความแรงของสนามแม่เหล็กในแต่ละตำแหน่งไม่เท่ากัน ทำให้สามารถสร้างภาพของร่างกายในระนาบต่างๆ ได้โดยผู้ป่วยไม่ต้องเปลี่ยนท่า และมีความหนา บางของภาพแตกต่างกันได้
3. ขดลวดส่ง และรับคลื่นวิทยุ (RF coils) ทำหน้าที่ส่งสัญญาณคลื่นวิทยุเข้าไปกระตุ้นไฮโดรเจนในร่างกายผู้ป่วยและรับสัญญาณสะท้อนกลับมาให้คอมพิวเตอร์คำนวณสร้างภาพ




















การตรวจ CT 64-slice แบ่งเป็น 4 ระบบคือ

1.ระบบสมอง ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง ต่อมใต้สมอง ตา ต่อมน้ำลาย และคอ เป็นต้น ในการตรวจนี้ จะต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้น


2. ระบบช่องท้องและทรวงอก ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน การตรวจระบบนี้ ผู้ป่วยต้องดื่มสารทึบรังสี/น้ำเปล่า และ/หรือ สวนสารทึบรังสี/น้ำเปล่า เข้าทางทวารหนัก เพื่อแยกลำไส้ออกจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ของช่องท้อง และ ในผู้ป่วยหญิงอาจต้องใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดภายในช่องคลอด เพื่อแยกช่องคลอดออกจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรังสีแพทย์  นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้น


3. ระบบกระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกสันหลัง ซึ่งมักใช้ในการวินิจฉัยโรคเนื้องอกของกล้ามเนื้อ กระดูก หรือการอักเสบของข้อต่อต่างๆ และลักษณะทางกายวิภาคของกระดูกสันหลัง โดยสามารถให้การวินิจฉัยโรคกระดูกได้ดีกว่าการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป

4. ระบบหลอดเลือด ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดแดงไต และหลอดเลือดแดงที่ขา เป็นต้น ในการตรวจนี้จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ

ประโยชน์ของเครื่อง 64-slice
     • มีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเทียบกับการตรวจด้วยวิธีอื่น
      • มีความละเอียดในการตรวจ
      • มีความแม่นยำสูง
      • ใช้เวลาน้อย
      • ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น และสามารถทำงานได้เลย
      • ลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยจะได้รับถึง 30% เมื่อเทียบกับเครื่อง CT รุ่นเก่า (Conventional CT)
      • ทั้งยังไม่ต้องเจ็บตัวเหมือนการตรวจหลอดโดยการใช้เครื่องเอกซเรย์ทั่วไป (วิธี Invasive) ซึ่งใช้สายสวนหลอดเลือดเข้าไปในร่างกาย

ข้อเสีย/ข้อจำกัด
v    เครื่องมีขนาดใหญ่เคลื่อนไหวลำบาก
v    เครื่องมีราคาค่อนข้างสูง
v    มีความเสี่ยงต่อคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
v    มีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่แพ้สารทึบรังสี แพ้อาหารทะเล เป็นโรคภูมิแพ้เป็นโรคหอบหืดรุนแรง โรคหัวใจ โรคเกี่ยวกับไต  
      
     การเตรียมตัวก่อนตรวจ
    1. งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนทำการตรวจ ยกเว้นผู้ที่ตรวจวัดปริมาณแคลเซียมไม่ต้องงดน้ำและอาหาร 
2. ควรมาถึงก่อนเวลานัดตรวจประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อรับการตรวจจากอายุรแพทย์โรคหัวใจ และเตรียมตัวก่อนการตรวจ ได้แก่ 
2.1 การเซ็นใบยินยอมรับการตรวจ
2.2 การเปิดเส้นทางหลอดเลือดดำที่แขน
2.3 การฝึกการกลั้นหายใจ
2.4 การติดขั้ว Electrode ที่ร่างกาย และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
2.5 การรับประทานยาเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจให้เหมาะสม


อ้างอิง

ฉัตรวดี
  ลิ้มไพบูลย์, กมลวรรณ  จึงมีโชค และ ศุภขจี แสงเรืองอ่อน. (2554). การศึกษาความชุก
            ของภาวะหลอดเลือดแดงปอดอุดตันจากลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง
 โดยใช้   
            เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง
64 สไลซ์ของช่องอก ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎ
            เกล้า
. เวชสารแพทย์ทหารบก กองรังสีกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า. ค้นเมื่อ 20
           กุมภาพันธ์
2559, จาก 
http://library.hu.ac.th/apa_style_psu.pdf
         นานาสาระกับนายกาฝาก. (2555).การทำงานของ CT scan. ค้นหาเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2559, จาก    
            
http://www.kafaak.com/2012/05/02/how-ct-scan-works/
โรงพยาบาลนครธน. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์).  ทำความรู้จักเครื่อง CT 64 slice.ค้นเมื่อ 19 กุมภาพันธ์
             2559,จาก 
http://www.nakornthon.com/news_detail.php?id=248&type=3
         โรงพยาบาลรามคำแหง. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์). การเตรียมตัวก่อนตรวจ CT 64-slice. ค้นเมื่อ 13     
             มีนาคม 2559, จาก http://www.ram-hosp.co.th/ct-64-slice.html
โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์. (ไม่ปรากฏปีพิมพ์). เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคเอ็กซเรย์
             คอมพิวเตอร์
.
ค้นเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://www.siphhospital.com/th/medical-
             services/treatment-center/diagnostic-therapeutic-center/ct-scan.php




จัดทำโดย นางสาวพรรณธิดา กาติ๊บ 




วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

Garmin Vivofit 2 สายรัดข้อมือสุขภาพ

Garmin Vivofit 2
สายรัดข้อมือสุขภาพ



ปัจจุบันมีภัยคุกคามต่อคุณภาพชีวิตของประชากรทั่วโลกมากขึ้น วิธีการหลีกเลี่ยงหรือการป้องกันภัยคุกคามทางสุขภาพใกล้ตัวที่ดีที่สุด คือการออกกำลังกาย ดังนั้นจึงมีผู้คิดค้นอุปกรณ์ที่ช่วยควบคุมการออกกำลังกายและช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย นั่นก็คือ นาฬิกาติดตามสถานะร่างกาย

การใช้งาน


นาฬิกาติดตามสถานะร่างกาย ซึ่งเป็นสายรัดข้อมือที่ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตรวจดูกิจวัตรประจำวัน ลักษณะนิสัย แล้วนำไปประมวลผลเพื่อแนะแนวทางให้ผู้สวมใส่มีสุขภาพที่ดี นอกจากนี้ยังตรวจเช็คการพักผ่อน และคอยเตือนเวลาที่เราหยุดนิ่งจนเกินไป เพื่อกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังสามารถจับสัญญาณชีพจร การเต้นของหัวใจ เพื่อเป็นการลดภาวะหัวใจเต้นเร็วในผู้ป่วยที่เป็นโรคประจำตัวอีกด้วย โดยสามารถเชื่อมต่อกับ Application ของโทรศัพท์มือถือ Android หรือ IOS และข้อมูลการเคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวันจะถูกส่งไปบันทึกภายใน Application ในโทรศัพท์ สิ่งที่บันทึกไว้สามารถนำไปประกอบในการซักประวัติเกี่ยวกับการออกกำลังกาย และสังเกตอาการเต้นของชีพจรในภาวะปกติและไม่ปกติเพื่อเป็นการเฝ้าระวังด้วยตนเอง



เครื่องมือใน Appication


คุณสมบัติ

  • สามารถจับจำนวนก้าวในขณะเดิน
  • ตั้งเป้าหมายที่จะเดินแต่ละวัน
  • บอกระยะทางที่เดิน
  • บอกแคลอรีที่ใช้ในแต่ละวัน
  • บอกระดับชีพจรและการหายใจ
  • ติดตามการนอนหลับ
  • สามารถเชื่อมต่อกับ Smartphone ผ่านระบบบลูทูธ และบันทึกข้อมูลอัตโนมัติโดยมี Application "Garmin Connect"








   ข้อดี


วัสดุน้ำหนักเบา สามารถทำความสะอาดได้ง่าย
มีสายหลายสีให้เลือกเปลี่ยนตามอารมณ์
กันน้ำได้ดีทำให้สามารถใส่ติดข้อมือได้ตลอด 24 ชั่วโมง
มีโหมด community เป็นแรงกระตุ้นในการออกกำลังกาย

  ข้อเสีย


ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง

ไม่มีการแจ้งเตือน ไม่สั่น ไม่มีเสียง ต้องดูที่หน้าจอเท่านั้น
มีข้อจำกัดเกี่ยวกับ Application ที่เชื่อมต่อ จะสามารถเชื่อต่อได้เฉพาะระบบ IOS Iphone 4 ขึ้นไป

  อ้างอิง

Freeware. (2016). อุปกรณ์ ตรวจจับการออกกำลังกาย (ออนไลน์). 
          ค้นเมื่อวันที่ มีนาคม 2559. แหล่งที่มา : http://www.freeware.in.th/review/10272.
Itruemart. (2015). สายรัดข้อมือสุขภาพ Garmin (ออนไลน์).ค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559. 
แหล่งที่มา : http://www.itruemart.com/products/garmin-vivofit-2-2755124220509.html.  
MrXcite. (2015). ฟิตเนตทุกที่ทุกเวลากับ Garmin Vivofit Fitness Band (ออนไลน์).
          ค้นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559. แหล่งที่มา : http://www.techxcite.com/topic.





จัดทำโดย : นางสาวกชวรรณ     เตปิน  5701210200


Pharmacy robot หุ่นยนต์จัดยาอัจฉริยะ


Pharmacy robot หุ่นยนต์จัดยาอัจฉริยะ

Pharmacy robot หุ่นยนต์จัดยาอัจฉริยะ คือ

             หุ่นยนต์จัดยาที่ใช้ในโรงพยาบาล เป็นเทคโนโลยีใหม่ด้านระบบการจัดการยาอัตโนมัติของ Swisslog ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยใช้ระบบ Microsoft Amalga Hospital Information System  แบบครบวงจรตั้งแต่การบรรจุ การจัดเก็บและการจ่ายยาแบบยูนิตโดส เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนต่าง ๆ หุ่นยนต์จัดยานี้ทำจากอะลูมิเนียม เพราะเบาและทนทานต่อการใช้งาน
  

ทำไมถึงคิดค้นหุ่นยนต์จัดยา ?

ความผิดพลาดในการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาลเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดแนวคิดในการสร้าง หุ่นยนต์จัดยาอัจฉริยะ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนทางยาที่เกิดขึ้นจากขั้นตอนต่าง ๆ และช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นต่อระบบคุณภาพของโรงพยาบาล  

ลักษณะของหุ่นยนต์จัดยา





กลไกการทำงานของหุ่นยนต์

             การนำหุ่นยนต์จัดยามาใช้จะต้องเชื่อมโยงซอฟต์แวร์ของหุ่นยนต์เข้ากับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการจ่ายยา  หุ่นยนต์จัดยาสามารถจัดเรียงยาไว้ในคลังยาสูงสุดถึง 4,400 ชนิด ขั้นตอนการทำงานของระบบจะเริ่มจากการรับรายการยาจำนวนมากเพื่อนำมาบรรจุหีบห่อ ต่อจากนั้นจะมีการกำหนดบาร์โค้ด และติดฉลากเป็นแต่ละยูนิตโดส จากนั้นยูนิตโดสเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บไว้ในหน่วยจัดเก็บชั่วคราว เพื่อการค้นคืนในอนาคตและจ่ายยาให้แก่แผนกผู้ป่วย พร้อมติดป้ายระบุการจ่ายยาสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน ทันทีที่แพทย์สั่งยาให้แก่ผู้ป่วย คำสั่งนั้นจะถูกส่งไปยังแผนกเภสัชกรรม เพื่อการตรวจสอบความถูกต้อง

ขั้นตอนการทำงานของระบบ   

1. เริ่มจากการบรรจุยาลงซองสำหรับส่งต่อให้ผู้ป่วยชนิดมื้อต่อมื้อ โดยสามารถบรรจุลงซองได้ครั้งละ 2 ชนิด ความไว 15-30 ซองต่อนาที
2. ส่งซองยาไปแขวนเตรียมพร้อมที่จะจ่ายออกตามคำสั่งแพทย์ในแต่ละมื้อของวัน และซองบรรจุยาจะมีแถบบาร์โค้ดติดไว้
3. มีการแสดงรายละเอียดของยาไว้ครบถ้วน เช่น ชื่อยา มื้อที่จะให้ยาและชื่อผู้ป่วย
4. ก่อนนำยาไปให้ผู้ป่วยจะต้องมีการตรวจสอบว่าตรงกับรหัสของสายรัดข้อมือผู้ป่วย โดยใช้เครื่องอ่านโค้ด เมื่อตรวจสอบแล้วว่าถูกต้องให้นำยาไปให้ผู้ป่วยรับประทานได้เลย


ข้อดี :    สะดวกรวดเร็วในการให้บริการกับผู้ป่วยในการรับยา

              เกิดข้อผิดพลาดในการให้ยาผิดลดลงกว่าเดิม

              พยาบาลสามารถเดินมารับยาที่บรรจุด้วยตัวเอง

              ลดค่าใช้จ่ายการนำพลาสติกเกรดเอจากต่างประเทศ

              พัฒนาระบบส่งยา ด้วยการใช้ยาระบบท่อลมเพื่อส่งยาแต่ละแผนก


ข้อเสีย : หุ่นยนต์ราคาแพง


แหล่งอ้างอิง

เปิดตัวหุ่นยนต์จัดยาอัจฉริยะ” รุ่น EV 220 รพ.เวชธานี.(2559). 23 กุมภาพันธ์2559สืบค้นจากเว็บ: http://www.vejthani.com/web-thailand/Vial-Filling-Systems-EV-220.php
หุ่นยนต์จัดยา (pharmacy robot) .(2555). 23 กุมภาพันธ์2559สืบค้นจากเว็บ: http://healthinfo.in.th/hiso5/healthy/news.php?names=04&news_id=2067



จัดทำโดย

.. ณัฐติกานต์   กวางสบาย

5701210705 เลขที่ 33 Sec.B







 

การผ่าตัดผ่านกล้อง

การผ่าตัดผ่านกล้อง


Ø การผ่าตัดส่องกล้อง (Minimally Invasive Surgery)  คืออะไร?
           การผ่าตัดส่องกล้อง หรือการศัลยกรรมผ่าตัดผ่านกล้อง (Minimally Invasive Surgery) เป็นเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ที่ช่วยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง ลดอาการเจ็บแผล และใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผล ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เร็วขึ้น

Ø โรคที่สามารถใช้กล้องผ่าตัดได้
·       โรคหัวใจ
          รักษาโรคหัวใจในขั้นวิกฤตด้วยวิธีการสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) โดยการเปิดเส้นเลือดที่ขาหรือข้อมือ ขยายหลอดเลือดด้วยเทคนิคการใช้ขดลวดหรือบอลลูน ช่วยให้หัวใจพ้นวิกฤติจากการขาดเลือดได้อย่างรวดเร็ว
·       โรคปอดและระบบทางเดินหายใจ
          ตรวจและรักษาโรคระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะต่อมน้ำเหลืองที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง ผ่านการตรวจอัลตราซาวนด์ ในหลอดลมด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยล่าสุด Endo-Bronchial Ultrasound (E-BUS)
·       โรคทางนรีเวช
            เช่น อาการปวดประจำเดือน ด้วยวีธี Laparoscopic Surgery (การผ่าตัดผ่านกล้อง) เพื่อสลายก้อนเลือดที่คั่งค้างอยู่ภายในอุ้งเชิงกรานและรังไข่ อันเป็นที่มาของการปวดประจำเดือนเรื้อรังผิดที่ปกติ รวมถึงการผ่าตัดเนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ หรือผ่าตัดมดลูก  เป็นต้น
·       โรคกระดูกและข้อ
          รักษาอาการข้อเสื่อมขั้นต้นโดยการผ่าตัดผ่านกล้อง Arthroscopic Surgery และรักษาโรคข้อเสื่อมขั้นรุนแรงด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเทียมแผลเล็กด้วยระบบคอมพิวเตอร์นำวิถี Navigator System ที่ให้ผลการผ่าตัดที่แม่นยำและปลอดภัยมากขึ้น
·       โรคทางเดินอาหาร
          ใช้การส่องกล้องแทนการผ่าตัดเปิดหน้าท้องเพื่อค้นหาความผิดปกติภายในระบบทาง เดินอาหาร เช่น การตรวจรักษาโรคระบบทางเดินน้ำดีด้วยวิธี
Endoscopic Retrograde Cholangiopancreatiography (ERCP) การเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อตรวจวิเคราะห์โรคด้วยวิธีการใหม่ Transjugular Biopsy (TJ) ที่ปลอดภัยและเจ็บตัวน้อยกว่าเดิม
·       ศัลยกรรมผ่าตัดในช่องท้อง 
          เช่น โรคไส้เลื่อน ผ่าตัดไส้ติ่ง ผ่าตัดถุงน้ำดี ผ่าตัดลำไส้ใหญ่ โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะอาหาร ก้อนเนื้องอกในต่อมหมวกไต การผ่าตัดลดน้ำหนัก รวมทั้งตรวจหาสาเหตุของอาการปวดท้อง ที่ทำให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้นทั้งในเรื่องขนาดแผล การเจ็บ และการฟื้นตัว
·       ศัลยกรรมตกแต่ง
          เช่น แก้ไขปัญหาหน้าผากย่น คิ้วตกด้วยการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscopic Forehead Lift  และการเสริมหน้าอกผ่านกล้อง Endoscopic breast augmentation
·       โรคไต
          การผ่าตัดนำไตออก (Laparoscopic Nephrectomy) การผ่าตัดกรวยไต(Laparoscopic Pyeloplasty) การผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก (Laparoscopic radical prostectomy) เป็นต้น















Ø การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้อง
  •   แนะนำผู้ป่วยควรทราบวิธีการผ่าตัดคร่าวๆ และให้ความร่วมมือกับแพทย์
  •    หากมีโรคประจำตัว หรือ ประวัติการแพ้ยาควรแจ้งก่อน เพราะว่าอาจจะมีผลต่อการผ่าตัด
  •         ควรงดการดื่มสุราหรือสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  •         เตรียมร่างกายก่อนการผ่าตัด โดยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้   เพียงพอ
Ø การปฏิบัตตัวหลังจากการเข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้อง
  •         ปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  •            ลุกเดินบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพังผืดในช่องท้อง
  •         ไม่ควรทำงานหนักหรือยกของหนัก
  •          หากเกิดความผิดปกติหลังการผ่าตัดให้รีบพบแพทย์ทันท
  •          ตรวจร่างกายตามวันและเวลาที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ
Ø ข้อดีของการผ่าตัดส่องกล้อง
  •        แผลเล็ก - แผลเป็นเล็กกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้างอย่างเห็นได้ชัด
  •        เจ็บน้อย - หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บแผลน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดแผลกว้าง
  •        ฟื้นตัวเร็ว - เนื่องจากเนื้อเยื่อได้รับความบาดเจ็บน้อยกว่า แผลผ่าตัดเล็ก เกิดพังผืดน้อย และลดโอกาสการเกิด    แผลติดเชื้อได้มาก ทำให้ร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เร็ว


Ø ข้อจำกัดหรือข้อเสียของการผ่าตัดส่องกล้อง
  •      ค่าใช้จ่ายในการศัลยกรรมผ่าตัดด้วยวิธีส่องกล้องค่อน ข้ างสูง เนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ
  •            ผู้ป่วยในบางภาวะไม่สามารถใช้วิธีการผ่าตัดแบบส่องกล้องได้ เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคปอดแลหัวใจขั้นรุนแรงคน         ที่เคยผ่าตัดและมีพังผืดในท้องมาก
  •         แพทย์และทีมงานจะต้องที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคการผ่าตัดด้วยกล้องโดยเฉพาะ


อ้างอิง
      โรงพยาบาลกรุงเทพ.//(2559).//การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก(MIS).//สืบค้นเมื่อ23 กุมภาพันธ์ 2559 ,/ จาก/http://www.phukethospital.com/Thai/Health-Information/MIS-Surgery.php 
      โรงพยาบาลสมิติเวช.//(2557).//การผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก(MIS).//สืบค้นเมื่อ23 กุมภาพันธ์ 2559 ,/ จาก/ https://www.samitivejhospitals.com/th/minimal-invasive-surgery-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%81%



จัดทำโดย

นางสาวชนานันทน์  บุ้นเชียง  รหัสนักศึกษา  5701210132  section B  ื