วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

หมอนสารพัดประโยชน์


หมอนสารพัดประโยชน์


           หมอนสารพัดประโยชน์เป็นนวัตกรรมที่คิดค้นจากการพบเจอปัญหาในการผ่าตัดที่ใช้ระยะเวลานาน ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงต่อระบบในร่างกาย อวัยวะที่ต้องสัมผัสกับเตียงผ่าตัดเป็นเวลานาน เช่น ระบบกระดูก กล้ามเนื้อและระบบประสาท และ ปัญหาหลังการผ่าตัดที่ผู้ป่วยถูกจำกัดการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย เช่น แผลกดทับ ดังนั้นจึงเกิดนวัตกรรมหมอนสารพัดประโยชน์ขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้หลังผ่าตัดในผู้ป่วยเปลี่ยนข้อสะโพกได้เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากข้อสะโพกเคลื่อนหลุด 
อันตรายของการนอนบนเตียงโดยไม่มีการเคลื่อนไหว
          ผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บนเตียงระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย จะเกิดผลเสียต่อร่างกาย และจิตใจ โดยพบผลต่อระบบต่างๆ รวมทั้งความคงทนของผิวหนัง ผิวหนังจะมีความคงทนอยู่ในสภาพดีได้นั้นขึ้นอยู่กับการได้รับเลือดและออกซิเจนมาเลี้ยงอย่างเพียงพอ เซลล์ของผิวหนังจะต้องได้รับสารอาหารและระบายของเสียออกไปได้ การมีแรงกดบนผิวหนังจะขัดขวางการไหลเวียนเลือด เซลล์จะตายเนื่องจากเลือดมาเลี้ยงไม่เพียงพอ
การแบ่งลักษณะของแผลกดทับในแต่ละระดับ
ระยะที่ ๑ บริเวณที่ถูกกดจะมีรอยแดง อาจจะมีรอยช้ำแต่ผิวหนังที่ปกคลุมยังไม่มีรอยฉีกขาด
ระยะที่ ๒  มีการฉีกขาดของผิวหนังชั้นนอก (Dermis) รอบ ๆ แผลจะแดง อาจมีน้ำเหลืองซึม
ระยะที่ ๓  เกิดแผลลึกถึงชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous)
 ระยะที่ ๔  มีการตายของเนื้อเยื่อชั้นลึก เนื้อเยื่อที่ตายจะมีสีม่วงคล้ำหรือดำ

ข้อบ่งชี้นวัตกรรมหมอนสารพัดประโยชน์  
1. ใช้เป็นอุปกรณ์ Support ก่อนและหลังการผ่าตัด
2. ป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยบาดเจ็บจากการจัดท่าในการทำผ่าตัด
3. ป้องกันข้อสะโพกเลื่อนหลุดหลังผ่าตัดในผู้ป่วยเปลี่ยนข้อสะโพก
4. ลดอาการปวดขณะพลิกตะแคงตัวจากการลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาในการพลิกตะแคงตัว
หมอนสารพัดประโยชน์จากวัสดุใกล้ตัว
             หมอนสารพัดประโยชน์สามารถทำได้เองจากวัสดุในโรงพยาบาลที่เหลือใช้ ได้แก่ หมวกคลุมผมที่ใช้แล้วนำไปซัก  เศษผ้าที่เหลือใช้จากแผนกผ้า โฟมที่ใช้บรรจุกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า ถุงพลาสติกใส เพื่อประดิษฐ์นวัตกรรมที่จะช่วย Support ก่อนและหลังการผ่าตัด ป้องกันการเกิดอุบัติการณ์ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บจากการจัดท่า โดยไม่จำเป็นต้องซื้อจากภายนอกที่มีราคาสูง เป็นต้น
 เศษผ้าเหลือใช้                                                                         ถุงพลาสติก

                                              
หมวกคลุมผมใช้แล้ว                                                           กล่องโฟม
                                   

        อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำหมอนต้องประสงค์มีอะไรบ้าง !!!!!   มาดูกันเลย

 1.1 หมวกคลุมผมที่ใช้แล้วนำไปซัก                                                   1.2 เศษผ้าที่เหลือใช้  

            


                                                                  
                              


1.3 โฟมที่ใช้บรรจุกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า                   1.4 ด้าย/ เข็มเย็บผ้า / กรรไกร/มีดคัตเตอร์ /ดินสอ/ไม้บรรทัด
  

 1.5 ถุงพลาสติกขนาด 15x25 นิ้ว



ขั้นตอนการประดิษฐ์
1. ตัดผ้าให้ได้ขนาด 45x50 นิ้วพับผ้าแบ่งครึ่งตามความยาวของผ้าวัดแบ่งผ้าตามแนวขวางเป็นช่องๆ จานวน 17 ช่องความกว้างช่องละ 3 นิ้ว ยกเว้นช่องที่ 6 และ 12 กว้างช่องละ 2 นิ้ว
2. นำผ้าไปเย็บตามแนวที่แบ่งช่องไว้เย็บปิดริม 2 ข้างจะได้ถุงผ้าแบ่งช่องตามต้องการ
3. นำหมวกคลุมผมที่ซักแล้วมาใส่ตามช่องจนเต็มยกเว้นช่องที่ 6 และ 12 จะได้ลักษณะเป็นลอนนูนจากนั้นใช้เข็มเย็บผ้าเย็บปิดปากช่องจะได้หมอนสารพัดประโยชน์ กว้างประมาณ    20 นิ้ว ยาวประมาณ 50 นิ้ว เมื่อม้วนเป็นท่อนกลมจะได้เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 นิ้ว เมื่อพับทบเป็นชั้นจะได้ความหนาประมาณ 4 นิ้ว เมื่อพับเป็นสามเหลี่ยมจะได้ขนาด 11*11*20 นิ้ว โดยต้องสอดโฟมซึ่งตัดให้เป็นรูปสามเหลี่ยม เพื่อกดรูปหมอนให้เป็นรูปสามเหลี่ยม
4. ตัดเย็บปลอกหมอนตามขนาดและรูปร่างที่ต้องการใช้งาน


 

ข้อดี


- ลดแรงกดทับของร่างกายในผู้ป่วยหลังผ่าตัด

- นำวัสดุสิ้นเปลืองมาใช้ให้เกิดประโยชน์

- ลดอุบัติเหตุระหว่างการผ่าตัดและหลังผ่าตัด
- ใช้ได้ในทุกการผ่าตัดที่ใช้เวลานาน เช่น ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเพื่อป้องกันการกดทับของปุ่มกระดูก เป็นต้น
 ข้อเสีย
- รูปแบบไม่สวยงาม ไม่ดึงดูดการใช้งาน
- หลังใช้ทุกครั้งต้องเปลี่ยนปลอกหมอนป้องกันการติดเชื้อ

อ้างอิง
ประนัสดา ชานุสิทธิ์. (ม.ป.ป.). หมอนต้องประสงค์. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม  59, จาก
            http://www.lpthosp.go.th/webpage/images/pdf/innovation/03.pdf   

ภิญญลักษณ์ เรวัตพัฒนกิตติ์. (ม.ป.ป). นวัตกรรมหมอนสามเหลี่ยม.  สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 59, จาก
 
         
http://www.bphos.net/web/phocadownloadpap/CQI/woman_ward_56.pdf 
รุ่งทิวา ชอบชื่น. (ม.ป.ป.). แผลกดทับ. สืบค้นเมื่อ
25 มีนาคม 59, จาก
  
          tp://home.kku.ac.th/ctham/ymeeting/y56/Roongtiva.pdf       

โรงพยาบาลกรุงเทพ. (2558). การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม.สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 59, จาก                              
            http://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/artificial-
           hip-replacement-surgery
                          
 


 จัดทำโดย นางสาว สโรชา  มุขเพ็ชร 5701211238 SecA
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค   
                                                             
 










 


   




  
 

คลื่นกระแทกสลายนิ่ว

คลื่นกระแทกสลายนิ่ว

 ที่มา 

      ในอดีตการรักษานิ่วจะมีทางเลือกเดียวคือ การผ่าตัด ซึ่งทำให้เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังขนาดใหญ่ แต่ด้วยวิวัฒนาการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจึงมีมิติใหม่ในการรักษานิ่วโดยใช้วิวัฒนาการใหม่ในการสลายนิ่ว นั้นก็คือ ESWL (Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy) ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดพิเศษที่มีการนำคลื่นเสียงความถี่สูงกระแทกก้อนนิ่วให้แตกเป็นผงหรือเม็ดเล็กๆ แล้วขับออกจากร่างกายโดยระบบทางเดินของปัสสาวะ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัด และไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานๆ 


การสลายนิ่วใช้เวลาครั้งละประมาณ 60 นาที ไม่ต้องดมยาสลบ ไม่มีบาดแผล ส่วนใหญ่นิ่วจะถูกสลายหมด 1-2 ครั้ง แพทย์จะนัดเอกซเรย์หลังจากการสลายนิ่วประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังการสลายนิ่วครั้งแรก ถ้านิ่วยังเหลือค้าง แพทย์จะทำการสลายนิ่วต่อ

ข้อสังเกต ผลเอกซเรย์หลังการสลายนิ่วครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 หากไม่พบการเปลี่ยนแปลงจากการสลายนิ่ว แพทย์จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่น การเจาะ (percutaneous nephrolithotomy) หรือการส่องกล้อง (ureteroscopy) ทั้งนี้การสลายนิ่วทั้งหมดไม่ควรเกิน 3-4 ครั้งต่อนิ่วที่เกิดขึ้นนั้นๆ


  องค์ประกอบของเครื่องสลายนิ่ว 

      1.     X-ray machine
      2.     Lithotripter
      3.     Display (จอแสดงภาพ)
  4.     Couch (เตียงนอน)

หลักการสลายนิ่ว 


ใช้ X-ray machine เพื่อตรวจหาตำแหน่งของนิ่ว เมื่อเจอจะใช้ Lithotripter สัมผัสบริเวณผิวหนังตรงตำแหน่งของไตซึ่งจะใช้พลังงาน shock wave จากภายนอกร่างกายส่งไปกระแทกนิ่วที่แข็ง ทำให้นิ่วที่แข็งเกิดการแตกตัว เป็นเศษนิ่วเล็กๆ และไหลหลุดออกมาเองทางท่อไต


การเตรียมตัวก่อนการสลายนิ่ว

    1.     ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนมาสลายนิ่ว
    2.     ยาประจำตัวทุกชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาเบาหวาน ให้รับประทานยาตามปกติ เว้นแต่ยามีฤทธิ์ห้ามการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือ วาฟาริน ซึ่งต้องงดก่อนหน้าการสลายนิ่วอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือตามคำสั่งแพทย์ และ ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาต่างๆ
    3.     ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร แต่ไม่ควรรับประทานมากจนอิ่มเกินไป (เพราะอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนได้)

การปฏิบัติตัวหลังการสลายนิ่ว

    1.     ดื่มน้ำให้มากๆ ประมาณ 3 ลิตรต่อวัน เพื่อขับนิ่วที่แตกออกมากับปัสสาวะที่ใสขึ้น และป้องกันการเกิดนิ่วใหม่ (ในกรณีที่มีโรคประจำตัวที่มีข้อห้ามในการดื่มน้ำควรปรึกษาแพทย์)
    2.     รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
    3.     อาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนวันนัด คือ มีไข้สูงหนาวสั่น ปัสสาวะเป็นเลือดสดแดงเข้มตลอด หรือน้ำปัสสาวะหากมีลิ่มเลือดหรือแดจางเกินกว่า 1 สัปดาห์ ปวดปัสสาวะแต่ปัสสาวะไม่ออก ปวดท้องหรือปวดหลังมาก และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยาแก้ปวดทั่วไป ให้มาพบแพทย์
    4.     มารับการตรวจติดตามและเอกซเรย์ตามนัด เพื่อประเมินนิ่วเพราะอาจจะต้องสลายนิ่วซ้ำ ทั้งนี้เพื่อให้นิ่วสลายหมด อาจจะต้องทำ 1-3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างประมาณ 1-3 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของนิ่ว หากการสลายนิ่วไม่ประสบผลสำเร็จ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาอื่นแทน ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ชี้แจงให้ทราบ

ผู้ป่วยโรคนิ่วที่สามารถรักษาได้ด้วยการสลายนิ่ว ควรมีลักษณะดังนี้  
1. นิ่วไม่ควรมีขนาดโตเกินไป โดยนิ่วในไตไม่ควรโตเกิน 2.5 ซ.ม. นิ่วในท่อไตไม่ควรโตเกิน 1-1.5 ซ.ม.
2. นิ่วไม่ควรเป็นชนิดแคลเซียมออกซาเลตโนโนไฮเดรต หรือนิ่วซีสตีน เพราะไม่ตอบสนองกับการรักษา
3. ไม่มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะในส่วนที่อยู่ต่ำกว่าก้อนนิ่ว

 ข้อห้ามการใช้เครื่องสลายนิ่ว 

   1.     ผู้ป่วยที่กำลังตั้งครรภ์
   2.     ผู้ป่วยที่มีความดันเลือดที่ไม่คงที่หรือควบคุมไม่ได้
   3.     ผู้ป่วยที่มีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะที่ยังควบคุมไม่ได้
   4.     ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด หรือได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด
   5.     ผู้ป่วยมีเส้นเลือดโป่งพองในช่องท้อง

 ข้อดี 

  • รักษานิ่วได้ทั้งในไตและท่อไต
  • ใช้สลายนิ่วขนาดไม่เกิน 2 เซนติเมตร
  • ไม่ต้องผ่าตัดและไม่มีรอยแผลเป็น
  • ไม่เจ็บปวดเหมือนการผ่าตัดทั่วไป 
  • ส่วนมากไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบ
  • ใช้เวลารักษาสั้น ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล 1-3 วันหรืออาจกลับบ้านได้ในวันเดียว
  • สามารถทำการรักษาซ้ำหลายครั้ง โดยไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ
  • เหมาะกับผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัด มาแล้วหรือโรคที่ต้องเสี่ยงต่อการผ่าตัด


 ข้อเสีย 

  • ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง



เอกสารอ้างอิง

   vบริษัทในเครือสีมาเฮลธ์แคร์. (ม.ป.ป.). รักษาก้อนนิ่วด้วยเครื่องสลายนิ่ว. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม, 2559, จาก  http://www.simaxray.com/Check-health10.php
  vภาณุ อดกลั้น. (มปป.). การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการสลายนิ่ว (ESWL). สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม, 2559, จาก http://www.bcnu.ac.th/bcnu
  vวีรพัฒน์ สุวรรณธรรมา. (2549). การสลายนิ่ว. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม, 2559, จาก https://www.doctor.or.th/clinic/detail/8286
  vหน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์. (ม.ป.ป.). การสลายนิ่วด้วยคลื่นกระแทก (ESWL : Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy). สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม, 2559, จาก http://www.urochula.com/info/surgery-info/139
      v โรงพยาบาลโอเวอร์บรุ๊คเชียงราย. (ม.ป.ป.). เครื่องสลายนิ่ว. สืบค้นเมื่อ 22 มีนาคม, 2559, จาก http://overbrook-hospital.com/index.php?option=com_content&view=article&id=283:--eswl&catid=71:service


โดย เบญจวรรณ   แก้วเรือน 5701210125 Sec A

Intravenous Pyelography ตรวจไตด้วยสี


Intravenous Pyelography (IVP) คือการตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี มีประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ โรคนิ่วที่ตำแหน่งต่างๆ (stones) ไม่ว่าจะเป็นนิ่วในเนื้อไต นิ่วที่กรวยไต นิ่วทีท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือนิ่วในท่อปัสสาวะ เป็นต้น วินิจฉัยโรคเนื้องอกชนิดต่างๆ (tumors) ทั้งชนิดเนื้องอกธรรมดาและเนื้องอกที่เป็นมะเร็งร้าย รวมทั้งวินิจฉัยความผิดปกติในการทำหน้าที่ของระบบขับถ่ายปัสสาวะตั้งแต่ไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ จนถึงท่อปัสสาวะ

ข้อปฏิบัติในการเตรียมตัวก่อนตรวจ


     1. ให้รับประทานอาหารอ่อน (เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม) ในมื้อเย็นของวันก่อนส่งตรวจ
      2. ก่อนวันตรวจให้รับประทานยาระบายเพื่อระบายอุจจาระออกให้หมด
      3. ให้งดน้ำ งดอาหาร ก่อนตรวจ 4-6 ชั่วโมง
      4. ถ้ามีฟิล์มเก่าหรือฟิล์มจากโรงพยาบาลอื่นให้นำมาด้วยทุกครั้ง

วิธีการทำงาน


       การตรวจ IVP เป็นการฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำแล้วถ่ายภาพรังสีเพื่อการวินิจฉัยโรคของระบบทางเดินปัสสาวะ โดยสีที่ใช้ในการตรวจ IVP เป็นสารไอโอดีน (iodine dye) ซึ่งเป็นสารทึบแสงที่สามารถถ่ายภาพเอ็กซเรย์ได้โดยจะเห็นปรากฎเป็นสีขาวบนแผ่นฟิล์ม การที่สีดังกล่าวเป็นสารทึบแสงจึงช่วยให้รังสีแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยทางรังสีวิทยาได้เป็นอย่างดี เมื่อฉีดสารทึบแสงเข้าหลอดเลือดดำแล้วจะถ่ายภาพรังสีเป็นระยะๆ เพื่อดูหน้าที่การขับถ่ายของไต ดูลักษณะของไต ท่อไต และกระเพาะปัสสาวะ  หลังจากฉีดสารทึบแสงเข้าไประยะ 2- 5 นาทีจะเห็นรูปของไตอย่างชัดเจน ถ้าถ่ายภาพหลังจากฉีดสารทึบแสง 6-7 นาทีจะเห็นกรวยไต เมื่อสารทึบแสงเคลื่อนลงมาตํ่าลงจะเห็นท่อไตและกระเพาะปัสสาวะ


ขั้นตอนการตรวจ

  1.  ให้ผู้ป่วยปัสสาวะทิ้งเพื่อเตรียมรับการตรวจ และถ่ายภาพรังสีในท่านอนก่อน 1 ภาพ
  2.  ฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นเลือดดำ ในระหว่างการฉีดสารทึบรังสี ผู้ป่วยอาจรู้สึกร้อนวูบวาบที่ตัว ขมที่ลำคอ ให้ผู้ป่วยหายใจเข้า-ออกลึกๆ อย่าเพิ่งกลืนน้ำลาย อาการดังกล่าวจะค่อยทุเลาลงในเวลา 5-10 นาที
  3. ขณะถ่ายภาพเอกซเรย์จะให้ผู้ป่วยกลั้นหายใจเพื่อลดการเกิดภาพไหว (Blur)   
  4.  หลังจากฉีดสารทึบรังสีเสร็จ ห้ามผู้ป่วยปัสสาวะจนกว่าเจ้าหน้าที่จะบอก  
  5.  ถ่ายภาพรังสีเป็นระยะตามลำดับขั้นตอนการตรวจ
  6.  รอให้ผู้ป่วยปวดปัสสาวะเต็มที่ อาจจะให้ดื่มน้ำเพื่อช่วยให้ปวดปัสสาวะได้เร็วขึ้น 
  7.  ให้ผู้ป่วยปัสสาวะออกให้หมด และถ่ายภาพรังสีอีก 1 ภาพ


วิธีการตรวจ


   ช่วงเวลา 1-5 นาทีเพื่อดูเฉพาะที่ไต (kidney) 2 ข้าง   จากภาพด้านล่าง 2 ภาพ จะเห็นไตที่มีหินปูน (ภาพ A) และไตทั้งสองข้างที่ไม่มีหินปูนจะเห็นการ excrete ของสารทึบรังสี (ภาพ B)

A

B


หลังจากนั้นถ่ายภาพที่เวลา 10-15 นาทีในท่านอนคว่ำและนอนหงาย (KUB) เพื่อดูสารทึบรังสีที่ท่อไต (ureter) แสดงในภาพ C

C

   
   การถ่ายภาพที่เวลา 20-25 นาที เพื่อดูสารทึบรังสีที่ท่อไตและในกระเพาะปัสสาวะ เมื่อสารทึบรังสีเข้าไปอยู่จนเต็มในกระเพาะปัสสาวะผู้ป่วยจะรู้สึกปวดปัสสาวะ (บางรายอาจจะต้องดื่มน้ำเพิ่มเพื่อให้กระเพราะปัสสาวะมีน้ำเต็มสามารถเห็นรูปร่างชัดเจน) เมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะต้องให้ไปห้องน้ำและกลับมาถ่ายภาพหลังจากปัสสาวะ ซึ่งเรียกท่านี้ว่า post voiding  

 
   อาจมีการสั่งถ่ายฟิล์มเพิ่มหลังจากรังสีแพทย์ได้ตรวจดูฟิล์ม โดยการถ่ายท่าเอียง ซึ่งอาจจะถ่ายเอียงข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างก็ได้


ในบางกรณีอาจมีการสั่งถ่ายท่า up right เพื่อดูความผิดปกติที่กระเพาะปัสสาวะ ดังแสดงในภาพล่าง

ติด marker บอกเวลา บอกตำแหน่งทั้งด้านซ้ายและขวาหลังฉีด ต้องจับเวลาเพื่อทำการถ่ายให้ถูกต้องเพราะยาที่ฉีดจะไปตามเส้นเลือดจะแสดงให้เห็นชัดเจนที่จุดต่างๆ ตามเวลาที่กำหนด

หลังการตรวจ
1. แนะนำให้ดื่มนํ้ามากๆ เพื่อป้องกันการขาดนํ้าและอ่อนเพลีย
2. ภายหลังตรวจ 8 ชั่วโมงแรกให้พักผ่อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ยังไม่แข็งแรง

ข้อดี
   1. เป็นการตรวจแล้วไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เมื่อทำการตรวจแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย
     2. เป็นการตรวจที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคระบบทางเดินปัสสาวะ 
     3. ไม่มีสารตกค้างหรือถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย

ข้อเสีย
    1. ระยะเวลาในการตรวจนาน มากกว่า 30 นาที เนื่องจากต้องถ่ายภาพ X-Ray เป็นระยะ
     2. ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถงดน้ำ งดอาหาร และสวนปัสสาวะได้  
     3. ไม่สามารถเห็นไตที่เสียการทำงานแล้วได้



อ้างอิง 

นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ. (2552). การตรวจไตและทางเดินปัสสาวะโดยการฉีดสี. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2559. จาก http://www.vachiraphuket.go.th/www/hemodialysis/know5.php
อรปภา ผิวเหลือง. (2552). รังสีเทคนิค กับการทบทวนเทคนิคการตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2559. จาก https://www.gotoknow.org/posts/243339
healthcarethai. (ม.ป.ป.). วิธีการตรวจพิเศษเพื่อวินิจฉัยปัญหาในระบบทางเดินปัสสาวะ. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2559. จาก http://www.healthcarethai.com/ตรวจระบบทางเดินปัสสาวะ/
Siamhealth. (ม.ป.ป.). การวินิจฉัยนิ่วในไต. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2559. จาก http://www.siamhealth.net/public_html/Disease/renal/stone_symtom.html

urnurse. (ม.ป.ป.). IVP:Intra-Venous Pyelography. สืบค้นเมื่อ 30 มีนาคม 2559. จาก http://www.urnurse.net/x-ray-IVP.html



จัดทำโดย นางสาวผริตา  คำเขื่อน 
570121147 sec.A