วันเสาร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2559

หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery)


หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery)




ความเป็นมาของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

     หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเริ่มถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ในปี 1985 ชื่อว่า PUMA ใช้ในการเจาะชิ้นเนื้อสมอง ต่อมาปี 1988 ดร.นาธาน จากมหาวิทยาลัย อิมพิเรียล แห่งลอนดอนได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่ชื่อว่า Probot มาช่วยในการผ่าตัดผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมาอย่างต่อเนื่อง

     หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดที่ใช้ในปัจจุบันมีชื่อว่า หุ่นยนต์ผ่าตัด da Vinci เป็นหุ่นยนต์ผ่าตัดทั่วไปตัวแรกที่ได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ทำการผ่าตัดได้ในทุกสาขาการแพทย์




     องค์ประกอบและการทำงานของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

    1. ส่วนควบคุมการผ่าตัด (Surgeon Console) เปรียบเสมือน สมองของระบบการผ่าตัด โดยศัลยแพทย์จะนั่งหน้าคอนโซล บังคับควบคุมการทำงานของแขนหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด และอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับหุ่นยนต์ และมีช่องมองภาพที่เห็นจากการผ่าตัด ซึ่งจะเป็นภาพ 3 มิติ มีกำลังขยายภาพของกล้องส่องผ่าตัดสูงถึง 10 เท่า ทำให้การกะระยะต่างๆ ในระหว่างการผ่าตัดมีความถูกต้อง และแม่นยำมากยิ่งขึ้น
     2. ตัวหุ่นยนต์ผ่าตัด (Patient Cart) เปรียบเสมือน แขนของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด ประกอบด้วย แขนหุ่นยนต์ 4 แขน โดยเป็น แขนช่วยจับกล้อง 1 แขน และอีก 3 แขนสำหรับการติดตั้งเครื่องมือ ที่ใช้ร่วมกับแขนหุ่นยนต์ โดนปลายเครื่องมือของแขนหุ่นยนต์จะมีลักษณะคล้ายมือ แต่ได้รับการพัฒนาให้ลดข้อจำกัดของข้อมือมนุษย์ คือสามารถหักงอข้อมือ / หมุนข้อมือได้อย่างอิสระ และได้โดยรอบ ทำให้เครื่องมือสามารถเข้าไปผ่าตัดในบริเวณที่มีพื้นที่จำกัด หรือช่องผ่าตัดที่เล็กๆ ได้อย่างแม่นยำ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
     3. ระบบควบคุมภาพ (Vision Cart) ปรียบเสมือน ตาให้แก่แพทย์ผู้ช่วยผ่าตัด และพยาบาล เป็นส่วนที่ทำให้เกิดการเห็นภาพการผ่าตัด ภายใต้กล้องในบริเวณที่ทำการผ่าตัดภายในตัวผู้ป่วย


      ข้อดีของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด
       1. แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง
2. ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง
3. ค่าใช้จ่ายในการพักฟื้นที่โรงพยาบาลไม่สูงมาก เพราะใช้เวลาพักฟื้นระยะสั้น
4. ลดการมือสั่นจากการเมื่อยล้าในการผ่าตัดของศัลยแพทย์
5. ช่วยลดการติดเชื้อของแผลผ่าตัด และลดระยะเวลาการนอนโรงพยาบาล ทำให้ กลับไปมีกิจกรรมปกติของชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
6. ช่วยลดอาการปวดแผลหลังการผ่าตัดได้มากกว่าการผ่าตัดส่องกล้องแบบธรรมดา
7. ให้ความแม่นยำในการผ่าตัดมากขึ้น
8. ช่วยลดเวลาในการผ่าตัดลง ด้วยความนิ่ง และความแม่นยำของการบังคับแขนหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดของแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด

ข้อจำกัดของหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

1. ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดค่อนข้างสูง
2. ศัลยแพทย์ที่ใช้หุ่นยนต์ต้องได้รับการอบรมจนเชี่ยวชาญ ซึ่งใช้ระยะเวลานาน
3. ศัลยแพทย์จะขาดความรู้สึกอ่อน-แข็งจากการสัมผัสเนื้อเยื่อที่เป็นโรคกับเนื้อเยื่อปกติ

การนำไปใช้ในประเทศไทย
     
        หลายโรงพยาบาลในประเทศไทยได้เริ่มมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ช่วยในการผ่าตัดต่างๆ เช่น
          1) หุ่นยนต์ da Vinci ซึ่งถูกนำมาใช้ในการช่วยผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจ และผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในโรงพยาบาลกรุงเทพและโรงพยาบาลศิริราช
          2) หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดและระบบ Laparoscope ที่ถูกนำมาใช่ช่วยการผ่าตัดที่โรงพยาบาลปิยะเวท

แหล่งอ้างอิง

โกวิท คำพิทักษ์. (2552). ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับช่วยการผ่าตัด. ค้นเมื่อ 3 มีนาคม 2559, จาก http://www.smj.ejnal.com/e-journal/showdetail/?show_detail=T&art_id=1536.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (มปป.). พัฒนาการหุ่นยนต์ผ่าตัด (Development of Robotic Surgery). ค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://pr.md.chula.ac.th/spotlight/year3/Spotlightvol3-35_2.pdf
ชิต เหล่าวัฒนา. (มปป.). หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่ใช้ทางการแพทย์ไทย. ค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://service.christian.ac.th/ahs/images/ro.pdf วิทยา มานะวาณิชเจริญ. (2555). ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ กลไกสมัยใหม่ตอนที่ 4. ค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://haamor.com/th/
โรงพยาบาลกรุงเทพ. (มปป.). หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic Surgery). ค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://www.phukethospital.com/Thai/Health-Information/Robotic-Surgery.php
Thaiclinic News. (มปป.). FDA ให้การรับรองการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

ค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http:22www.thaiclinic.com2news_robot.html




By นางสาวมัณฑณา  กองแก้ว

5701210651 เลขที่ 29 sec.B











ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น